ลองนึกภาพตลาดนัดสักแห่ง
แผงขายของ เต็นท์กันแดด รถกระบะที่คลุมของอยู่ข้างทาง ผ้าใบที่คุณเห็นทุกวันนั้นสีอะไร?
ถ้าตอบว่า "สีขี้ม้า" — ถูกต้อง
แล้วคุณเคยสงสัยบ้างไหมว่า ทำไมต้องเป็นสีนั้น? ไม่ใช่สีน้ำเงิน ไม่ใช่สีส้ม ไม่ใช่สีแดงสด แต่เป็นสีเขียวอมเทาอมน้ำตาลที่ดูเหมือน "ผ้าใบ" อย่างที่สุด
เชื่อหรือเปล่าว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่โรงงาน ไม่ได้อยู่ที่ดีไซเนอร์ และไม่มีใครเคยนั่งประชุมกันแล้วตัดสินใจเรื่องนี้อย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ
คำตอบอยู่ที่ประวัติศาสตร์ทหาร ที่เริ่มต้นมาก่อนที่คุณจะเกิดนานมากแล้ว
ก่อนจะมีผ้าใบพลาสติก — ผ้าใบในไทยเริ่มจากที่ไหน?
ย้อนกลับไปในปี 2476 ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่นาน
ในยุคนั้น รัฐบาลใหม่ที่มีทหารเป็นแกนนำต้องการพึ่งพาตนเองด้านสิ่งทอ กระทรวงกลาโหมจึงก่อตั้งโรงงานทอผ้าแห่งแรกของไทยขึ้นมา มีชื่อว่า "สยามคอตตอน"
จุดประสงค์มีอย่างเดียวคือ ผลิตผ้าสำหรับกองทัพ
พูดง่ายๆ ก็คือ อุตสาหกรรมผ้าของไทยเริ่มต้นจากทหาร ไม่ใช่จากพ่อค้าเอกชน ภาคเอกชนเข้ามาภายหลัง และก็รับมาตรฐานหลายอย่างจากฝั่งทหารมาด้วย ทั้งวิธีผลิต คุณสมบัติผ้า และที่สำคัญคือ สี
โลกเลือกสีขี้ม้าได้ยังไง?
เรื่องนี้ต้องย้อนไปไกลกว่านั้นอีก ถึงแอฟริกาใต้ในปลายศตวรรษที่ 19
ก่อนปี ค.ศ. 1900 ทหารทั่วโลกสวมเครื่องแบบสีสด กองทัพอังกฤษสวมแดงฉาน ฝรั่งเศสสวมน้ำเงินและแดง เยอรมันสวมน้ำเงินเข้ม แต่ละประเทศแข่งกันแต่งตัวให้ดูน่าเกรงขาม
แล้วสงครามบัวร์ก็เกิดขึ้น ระหว่างปี ค.ศ. 1899–1902
บัวร์คือชาวนาในแอฟริกาใต้ที่ลุกขึ้นต่อต้านอังกฤษ พวกเขาไม่มีเครื่องแบบสวยงาม แต่พวกเขาสวมเสื้อผ้าสีดินสีหญ้าที่กลืนกับทุ่งราบแอฟริกา แล้วก็ยิงพวกทหารแดงที่มองเห็นชัดเจนจากระยะไกล
ผลที่ได้คือบทเรียนนองเลือด
กองทัพทั่วโลกตื่นตัวพร้อมกัน มองเห็นได้ง่าย = โดนยิงง่าย นั่นสรุปทุกอย่างแล้ว
ปี ค.ศ. 1902 กองทัพสหรัฐอเมริกาออกมาตรฐานสีเครื่องแบบใหม่อย่างเป็นทางการ เรียกว่า "Olive Drab" ซึ่งก็คือสีเขียวมะกอกอมเทา สีที่กลมกลืนกับธรรมชาติได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นป่า ทุ่ง หรือพื้นดินแห้ง
ทำไมต้องสีนี้โดยเฉพาะ? เหตุผลง่ายมาก
สีนี้ทำจากสีดำผสมกับสีเหลืองดิน (ochre) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ถูกที่สุดในโลก หาได้ทุกที่ ผลิตได้เป็นจำนวนมากในต้นทุนต่ำ และยังกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ดีจริงๆ ชนะทุกด้าน ทั้งราคา ทั้งประสิทธิภาพ
ตั้งแต่นั้น Olive Drab ก็กลายเป็นสีมาตรฐานของกองทัพทั่วโลก ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไร
ทหารไทยกับสีกากีแกมเขียว
ไทยรับอิทธิพลทางทหารจากอังกฤษมาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1
เครื่องแบบทหารไทยค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นสีกากีแกมเขียว ซึ่งเป็นชื่อไทยของสี Olive Drab หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 รัฐบาลที่มีทหารเป็นแกนนำได้กำหนดให้ใช้สีนี้เป็นมาตรฐานทั่วทุกเหล่าทัพ
สีกากีแกมเขียวจึงไม่ได้เป็นแค่สีของเครื่องแบบ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของ "ผ้าที่ใช้งานจริง" "ของกลางแจ้งที่ทนทาน" "ผ้าใบที่จริงจัง" ในสายตาของคนไทย
ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าการที่อุตสาหกรรมผ้าของไทยเริ่มต้นจากกองทัพ และกองทัพใช้สีกากีแกมเขียวเป็นมาตรฐาน น่าจะมีส่วนสำคัญมากในการที่สีนี้กลายเป็นสีที่คนไทยมองว่า "ถูกต้อง" สำหรับผ้าใบทุกประเภท แม้จะไม่มีเอกสารราชการยืนยันตรงๆ แต่เส้นทางของสีนี้ชัดเจนมาก
ทำไมไทยถึงต่างจากเวียดนามและอินโดนีเซีย?
นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดในทั้งหมด
ถ้าคุณเดินเข้าตลาดฮาร์ดแวร์ในโฮจิมินห์ซิตี้ หรือตลาดก่อสร้างในจาการ์ตา ผ้าใบราคาถูกที่วางขายมากที่สุดคือสีอะไร?
น้ำเงิน
ไม่ใช่ขี้ม้า ไม่ใช่กากีแกมเขียว แต่เป็นสีน้ำเงินเข้มอมเขียว ทั้งเวียดนามและอินโดนีเซียมีมาตรฐานสีน้ำเงินในตลาดผ้าใบพลาสติก แต่ไทยมีมาตรฐานสีขี้ม้า
ทำไมถึงต่างกัน?
คำตอบอยู่ที่ว่า "ใครมาก่อน" ในแต่ละตลาด ผู้ผลิตรายแรกๆ ที่เข้าตลาดผ้าใบพลาสติกในแต่ละประเทศ ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกสีอะไร ก็กลายเป็นมาตรฐาน ลูกค้าคุ้นเคยกับสีนั้น ผู้ผลิตรายต่อมาก็ผลิตสีนั้นตาม วนซ้ำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็น "สีของผ้าใบ" ในประเทศนั้น
ในไทย ความคาดหวังสีขี้ม้าถูกฝังรากลึกมาก่อนแล้ว ก่อนที่ตลาดผ้าใบพลาสติกจะเริ่มบูม ผู้ผลิตไทยรุ่นแรกจึงผลิตสีที่ตลาดรู้จักและคาดหวัง ส่วนเวียดนามและอินโดนีเซียก็มีเส้นทางประวัติศาสตร์ของตัวเอง ที่พาไปสู่สีน้ำเงินแทน
ไทยเป็นข้อยกเว้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่เพราะผ้าใบไทยพิเศษกว่า แต่เพราะรากฐานทางประวัติศาสตร์ทหารของไทยพาสีนี้มาด้วย
จากค่ายทหาร สู่ตลาดนัด — สีที่ไม่มีใครตั้งใจเลือก
ช่วงทศวรรษ 2520–2530 ตลาดผ้าใบพลาสติก PE (โพลิเอทิลีน) เริ่มบูมใหญ่ในไทย
ราคาผลิตถูกลงมาก โรงงานใหม่เปิดเต็มไปหมด ผ้าใบเริ่มเข้าถึงตลาดชาวบ้านและเกษตรกรได้ทั่วประเทศ
ทีนี้โรงงานเหล่านี้จะเลือกผลิตสีอะไร?
ก็สีที่ลูกค้าอยากได้อยู่แล้ว แล้วลูกค้าอยากได้สีอะไร? สีที่ "ดูเหมือนผ้าใบ" ซึ่งก็คือสีขี้ม้า
ไม่มีใครนั่งถกเถียงกัน ไม่มีการวิจัยตลาด ไม่มีการโหวต แค่ทุกคนทำตามความคาดหวังที่มีอยู่แล้ว
วันนี้ ประมาณ 80% ของผ้าใบที่ขายในไทยเป็นสีขี้ม้าหรือกากี ไม่ใช่เพราะคนไทยชอบสีนี้เป็นพิเศษ แต่เพราะมันดู "ถูกต้อง" มาแต่ไหนแต่ไร
ความรู้สึกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันถูกสร้างขึ้นมาจากประวัติศาสตร์หลายสิบปี ก่อนที่คนส่วนใหญ่ที่ซื้อผ้าใบอยู่ทุกวันนี้จะเกิดด้วยซ้ำ
แล้วถ้าอยากได้สีอื่นล่ะ?
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า "โอเค แต่ฉันอยากได้สีอื่นนะ" — ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเลย
ความจริงคือ แต่ละสีมีจุดเด่นต่างกัน สีขาวสะท้อนความร้อนได้ดีกว่า เหมาะกับคลุมของกลางแดด สีเขียวเข้มกลมกลืนกับพื้นที่สีเขียวและสวน สีน้ำเงินมองเห็นได้ชัดในงานก่อสร้างหรือพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัย
Covertech มีผ้าใบให้เลือกถึง 9 สี รวมถึงสีขี้ม้ามาตรฐานที่คุ้นตาอยู่ด้วย เพราะเราเข้าใจว่าแต่ละงานมีความต้องการไม่เหมือนกัน
บางทีการรู้ที่มาของมาตรฐานก็ช่วยได้ แทนที่จะเลือกตามความรู้สึกว่า "ต้องสีนี้" คุณอาจเลือกจากสิ่งที่เหมาะกับงานของคุณจริงๆ
ดูผ้าใบทุกสีของ Covertech ได้ที่ covertech.company
บทความที่เกี่ยวข้อง


